วงรอบการเป็นสัด
 

     ช่วงชีวิตของสัตว์นั้นเมื่อแบ่งตามการสืบพันธุ์แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ

1) ระยะช่วงการเป็นทารกในท้องและแรกคลอด 
2) ระยะที่เข้าสู่การเป็นหนุ่มสาว 
3) ระยะที่มีความสมบูรณ์พันธุ์พร้อมที่จะสืบพันธุ์ให้ลูกหลานได้  

      ในช่วงที่เป็นทารกในท้องนั้น ตัวอ่อนสามารถสร้างฮอร์โมนgonadotropin คือ FSH และ LH ได้แล้ว ในโคและแกะสามารถสร้าง
ฮอร์โมนเหล่านี้ได้ หลังจากที่สามารถแยกเพศของตัวอ่อนได้ไม่นานนัก และในสุกรจะสามารถสร้างฮอร์โมนได้ก่อนคลอด ต่อมาเมื่อใกล้คลอดฮอร์โมนเหล่านี้จะมีระดับลดลง เช่น ในโคระดับฮอร์โมนจะลดลงก่อนคลอด2 เดือน   สุกรจะลดลงก่อนคลอด
1 เดือน เมื่อระดับฮอร์โมนลดลงแล้วก็จะคงสภาพอยู่ในระดับต่ำอยู่ช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งขึ้นกับระยะที่เข้าในวัยหนุ่มสาว เช่น ในหนู
ูมีระยะเพียง 2-3 วัน ในแกะและสุกรใช้เวลา 1 เดือน ในโค 3 เดือน เมื่อเข้าสู่วัยสมบูรณ์พันธุ์พร้อมที่สืบพันธุ์ได้ ในสัตว์เพศเมียจะมี
ีฮอร์โมน มาควบคุมระบบสืบพันธุ์ของร่างกายให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นช่วง  ทำให้เกิดวงรอบการเป็นสัดขึ้น มีสิ่งซึ่งแสดงถึง
ความเป็นสาวโดยเริ่มมีการแสดงความเปลี่ยนแปลงทางเพศออกมาให้เห็น เช่นการเจริญของอวัยวะเพศทั้งภายนอกและภายใน เริ่มมีการทำงานของอวัยวะเพศเหล่านั้น ในเพศเมียสิ่งที่แสดงถึงความเป็นสาวแล้วคือ การเริ่มมีวงรอบการเป็นสัดซึ่งแสดงออก
ให้เห็น โดยการเป็นสัด มีการตกไข่ เป็นต้น วงรอบการเป็นสัดนี้แตกต่างออกไปตามชนิด พันธุ์ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ โดยปกติแล้วสัตว์ที่มีวงรอบการเป็นสัดปีละครั้งจะตั้งท้องและคลอดในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นฤดูที่เหมาะสมสำหรับการรอดชีวิตของลูก มีอาหารเพียงพอสำหรับแม่ เพื่อการเลี้ยงลูกดีขึ้น มีน้ำนมเพียงพอ ในสัตว์บางชนิดจะมีวงรอบการเป็นสัดได้ตลอดปี และสามารถ
ผสมติดให้ลูกได้ในทุก ๆ ช่วงของปี เช่น โค กระบือ เป็นต้น สัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่มีฤดูในการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่แล้ว

  วัยเจริญพันธุ์ (Puberty)

     เมื่อสัตว์เข้าสู่วัยเจริยพันธุ์ สัตว์เพศเมียจะเริ่มแสดงอาการเป็นสัดและมีการตกไข่ วัยเจริญพันธุ์ยังไม่ใช่เวลาที่ระบบสืบพันธุ์
เจริญเต็มที่ ดังนั้นหากผสมสัตว์ที่เพิ่งเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้  แกะจะเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่อน้ำหนัก
ได้ประมาณ   40-50 %  ของตัวเมื่อโตเต็มวัยและแนะนำให้เริ่มผสมเมื่อน้ำหนักตัว65 % ของน้ำหนักที่โตเต็มวัย ในโคนมเริ่มเข้าสู่
ู่วัยเจริญพันธุ์เมื่อน้ำหนักตัวประมาณ 34-45 % ของน้ำหนักที่โตเต็มวัยและแนะนำให้เริ่มผสมได้เมื่อน้ำหนักตัวประมาณ 55 % ของน้ำหนักที่โตเต็มวัย

     วัยเจริญพันธุ์จะเริ่มจากการสร้าง FSH และ LH ออกมาในปริมาณที่มาก จนสามารถกระตุ้นให้ follicle เกิดการเจริญเติบโตจนเป็น graafian follicleและมีการตกไข่ สามารถพบการเจริญของ follicle ได้หลายเดือนก่อนที่สัตว์จะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่อใกล้วัยเจริญพันธุ์ สารกระตุ้นการหลั่ง gonadotropinจะออกมาเป็นระลอก ทำให้เกิดการหลั่ง gonadotropin ออกมาเรื่อย ๆ และจะกระตุ้นให้ follicle เจริญมากขึ้น ในช่วงแรก ๆ นั้น follicle จะเจริญแล้วฝ่อไปจนกระทั้งกระบวนการเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงระดับจึงจะเกิดการตกไข่

ปัจจัยที่มีผลต่ออายุที่สัตว์เริ่มถึงวัยเจริญพันธุ์นั้นมีหลายประการ เช่น พันธุกรรมและสภาพแวดล้อม พันธุกรรมนั้นเราสามารถคัดเลือกพันธุ์ได้ ส่วนสภาพแวดล้อมเราต้องจัดเตรียมให้สัตว์อยู่ในสภาวะที่พร้อมจะเข้าสู่วัยเจริยพันธุ์ เมื่อทุกส่วนประกอบกันได้ดีก็จะทำให้สัตว์มีสุขภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะเข้าสู่วัยเจริยพันธุ์และมีลูกหลานสืบไป

  ระยะของวงรอบการเป็นสัด

ระยะเวลาของช่วงต่าง ๆ ของการเป็นสัดต่างกันตามชนิดของสัตว์และสามารถแบ่งเป็นระยะต่าง ๆ ได้ดังนี้

Proestrus เป็นระยะก่อนที่จะเกิดการเป็นสัด corpus luteum เกิดการสลายตัวทำให้ระดับของ progesterone ต่ำลงเกิดการเริ่มของวงรอบการเป็นสัด ในระยะนี้จะมีการเจริญและเกิดความตื่นตัวของอวัยวะสืบพันธุ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีการเจริญของ follicle อย่างรวดเร็ว มดลูกขยายตัวขึ้นในชั้นเยื่อเมือก (mucosa) เริ่มมีเลือดมาคั่ง (congestion) และมีการบวมน้ำ (edema) ส่วนช่องคลอดมีอาการบวมแดงขึ้นที่ชั้นเยื่อเมือกมีการหลั่งน้ำคัดหลั่งมากขึ้น

Estrus เป็นระยะแสดงอาการเป็นสัด ในระยะนี้สัตว์จะยอมให้ตัวผู้ขึ้นทับและผสมพันธุ์ ต่อมต่าง ๆ ที่อยู่ในส่วนมดลูก คอมดลูก และช่องคลอด จะหลั่งสารคัดหลั่งออกมาเป็นจำนวนมาก ช่วงนี้สัตว์จะพยายามร้องหรือแสดงอาการกระวนกระวาย และแสดงอาการยืนนิ่ง (standing heat) ให้ตัวผู้ขึ้นผสม ในส่วนคอมดลูกจะมีน้ำเมือกเยิ้ม และช่องเปิดของคอมดลูกจะเปิดเพื่อให้เป็นทางผ่านของตัวอสุจิหรือลึงค์แล้วแต่ชนิดสัตว์

Metestrus เป็นระยะต่อจากระยะเป็นสัด ในระยะนี้จะมีการเจริญของ follicle ที่ตกไข่แล้วอย่างรวดเร็วเกิดเป็น corpus luteum ขึ้น ส่วนที่มดลูกจะมีการเจริญของต่อมต่าง ๆ และเส้นเลือดต่าง ๆ ในชั้นเยื่อเมือกอย่างเห็นได้ชัด เพื่อเตรียมตัวรองรับการฝังตัวของลูกอ่อน ส่วนที่ช่องคลอดมีน้ำเมือกที่เกิดขึ้นลดน้อยลงภายในน้ำเมือกนั้นจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวและเยื่อบุผิวปะปนอยู่

Diestrus ในระยะนี้จะมีลักษณะเด่นคือ มี corpus luteum เจริญดีมีการเจริญของต่อมต่าง ๆ ที่มดลูก กล้ามเนื้อมดลูกหย่อนตัว ส่วนที่คอมดลูกมีการหดตัว

  กลไกของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับวงรอบการเป็นสัด

วงรอบการเป็นสัดที่เกิดขึ้นในสัตว์ทุกชนิดจะถูกควบคุมโดยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ระบบประสาทส่วนกลาง ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าและฮอร์โมนจากรังไข่

เริ่มจากสมองส่วนไฮโปทาลามัส (hypothalamus) จะสร้างและหลั่งฮอร์โมน GnRH ออกมาซึ่งจะไปกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (anterior pituitary gland) สร้างและหลั่งฮอร์  FSH  และ LH  ไปมีผลต่อรังไข่โดยกระตุ้นให้ follicle สุก และมีการผลิตฮอร์โมน estrogen ในระหว่างวันที่ 16-18 ของวงรอบการเป็นสัดในโค  และประมาณวันที่ 15 ในสุกรและแกะ    ระดับ progesterone ในกระแสเลือดจะลดลงพร้อม ๆ กันนั้นระดับ estrogen ในกระแสเลือดก็จะสูงขึ้น โดยการทำงานผ่านทาง hypothalamus ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการแสดงอาการเป็นสัดโดยผ่านทางระบบประสาท   และเกิด LH-surge ในขณะเริ่มการเป็นสัด   ในโคจะอยู่ช่วง 25 ชั่วโมงก่อนตกไข่ การเกิด LH-surge จะผลไปกระตุ้น granulosa cell ของ follicle ให้เจริญขึ้นและผลิต progesterone ออกมา ในช่วงเวลาเดียวกันจะมีเอนไซม์ย่อยคอลลาเจนมีผลต่อผนังของ follicle ทำให้เกิดการอ่อนและเปาะบางมากขึ้นง่ายต่อการแตกของ follicle โดยแรงดันของของเหลวภายในกลไกนี้ทำให้เกิดการตกไข่ ในโคจะเกิดการตกไข่ประมาณ 10-11 ชั่วโมงหลังหมดการเป็นสัด   ในแกะประมาณ 24-30 ชั่วโมงหลังเริ่มการเป็นสัด  ในสุกรประมาณ 35-40 ชั่วโมงหลังจากเริ่มการเป็นสัดและในม้าประมาณ 1-2 วันก่อนหมดการเป็นสัด

เมื่อตกไข่แล้ว รังไข่ส่วนที่เคยมี follicle อยู่จะเป็นแอ่ง (ovulation depression) จากนั้นเซลล์จะเปลี่ยนเป็น luteum cellแล้วเจริญต่อไปเป็น corpus hemorrhagicum (CH) ซึ่งเป็นสีเหลืองแดง ต่อมาเซลล์นี้จะเจริญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น corpus luteum ประมาณวันที่ 5 หลังการตกไข่    corpus luteum จะสร้าง progesterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการตั้งท้อง ถ้าไข่ที่ตกจากรังไข่ได้รับการผสมกับอสุจิ เรียกว่าเกิดการปฏิสนธิ (fertilization) ตัวอ่อนก็จะฝังตัวที่ปีกมดลูก เกิดการตั้งท้อง (pregnancy) เมื่อตัวอ่อนมีการฝังตัวที่ปีกดมลูก corpus luteum ก็จะคงอยู่ต่อไปเพื่อสร้าง progesterone ตลอดระยะการตั้งท้องและ progesterone นี้จะไปยับยั้งการสร้างและหลั่งฮอร์โมน GnRH ทำให้ไม่มีวงรอบการเป็นสัดรอบต่อไปเกิดขึ้น

แต่ถ้าไข่ที่ตกลงไปที่ท่อนำไข่ไม่ได้รับการผสมหรือผสมไม่ติด ในประมาณวันที่ 16-18 ของวงรอบการเป็นสัด เยื่อบุด้านในของมดลูกจะสร้างฮอร์โมน prostaglandin ไปสลาย corpus luteum ทำให้ระดับฮอร์โมน progesterone จะลดลง สมองส่วน hypothalamus ก็จะสร้างและหลั่ง GnRH ออกมาใหม่และมีผลต่อกระบวนการสร้างและการตกไข่ ซึ่งจะวนเป็นวงรอบเช่นนี้เรื่อยไป เรียกว่า วงรอบการเป็นสัด (estrus cycle)

  กลไกฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับวงรอบการเป็นสัด

ฮอร์โมนที่ควบคุมวงรอบการเป็นสัดและการตกไข่

  การเป็นสัดหลังจากการตั้งท้อง

เมื่อสัตว์ตั้งท้องจะมีโปรเจสเตอโรนมารักษาการตั้งท้อง ให้คงอยู่จนครบกำหนดคลอด และโปรเจนเตอโรนยังไปยับยั้งการเกิดการเป็นสัดและการตกไข่ไว้ด้วย แต่ในสัตว์บางชนิด เช่น ม้า เมื่อตั้งท้องได้ประมาณ 2 เดือน ก็จะเกิดมีการตกไข่ขึ้นอย่างเรียบ ๆ และกลายเป็นคอร์ปัสลูเทียมในเวลาต่อมา คอร์ปัสลูเทียมนั้นก็จะสร้างโปรเจสเตอโรนออกมาช่วยรักษาสภาพการตั้งท้องอีกด้วย หลังจากตั้งท้องจนครบกำหนดคลอด จนกระทั้งผ่านกระบวนการคลอด โปรเจสเตอโรนก็จะลดระดับลงเรื่อย ๆ และมีการเพิ่มระดับของเอสโตเจนและ LH ทำให้เกิดการเจริญของกระเปาะไข่มากขึ้นและเกิดการตกไข่ในที่สุด

ระยะหลังคลอดจนถึงการเป็นสัดครั้งแรกนั้นในสัตว์ต่างชนิดกันจะต่างกัน ในสุกรหลังคลอดประมาณ 48 ชม. ก็เกิดการเป็นสัดขึ้นเนื่องจากการเพิ่มปริมาณเอสโตรเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเป็นสัดในครั้งนี้ไม่มีการตกไข่เกิดขึ้น ในม้าจะเกิดการเป็นสัดหลังคลอดประมาณ 1-3 สัปดาห์ การเป็นสัดในครั้งนี้สามารถผสมติดได้ ในโค แกะ และแพะจะมีการตกไข่อย่างเงียบ ๆ เกิดขึ้นประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังจากคลอด และต่อมาจะเกิดการเป็นสัด ซึ่งสามารถผสมติดได้ ระยะเวลาที่เกิดการเป็นสัดที่สามารถผสมติดได้นี้ขึ้นกับการให้นมด้วย หากเป็นสัตว์ที่ให้นมจะเกิดการเป็นสัดได้ช้ากว่าสัตว์ที่ไม่ให้นม พบว่าแกะที่ทดลองให้ผสมให้เกิดการตั้งท้องในฤดูที่ไม่เป็นสัดและให้เกิดในฤดูแห่งการผสมพันธุ์ แกะที่หย่านมลูกแล้วจะกลับมาเป็นสัดประมาณ ๑ เดือนหลังหย่านม แต่แกะที่ให้นมจะเป็นสัดช้ากว่าหลายสัปดาห์ การกลับมาเป็นสัดหลังจากคลอดนี้ขึ้นกับพันธุ์ของสัตว์ และปัจจัยเฉพาะตัวเช่นกัน

แต่ในโคหลังคลอดแล้วจะมีความสามารถในการผสมติด ในการเป็นสัดครั้งแรกต่ำ โดยเฉพาะในโคที่กำลังให้นม ความสามารถในการผสมติดจะค่อย ๆ สูงขึ้น และจะสูงถึงระดับสูงสุดประมาณ 60-90 วันหลังคลอด ส่วนในสุกรนั้นในขณะที่แม่สุกรกำลังให้นมจะไม่มีความสามารถในการผสมติดเลย และภายหลังหย่านมลูกประมาณ 2-3 วันจึงมีการเป็นสัดและสามารถผสมติดได้

  พฤติกรรมการเป็นสัดในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ

การเป็นสัดในสัตว์ป่านั้นส่วนใหญ่ขึ้นกับฤดูกาล ในสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ  สุกร จะไม่มีฤดูกาลผสมพันธุ์ ในขณะที่ม้า แพะ แกะ จะมีฤดูกาลผสมพันธุ์ พบว่าฤดูกาลต่าง ๆ ที่มีความยาวของช่วงวันที่ต่างกันนั้น มีผลต่อความสามารถในการผสมติดและพฤติกรรมทางเพศที่แสดงออก

ในช่วงฤดูผสมพันธุ์นั้น มักจะเกิดวงรอบการเป็นสัดที่มีการตกไข่เงียบ ขึ้นในตอนต้นและตอนปลายของฤดูกาล ในlสัตว์บางชนิดจะมีวงรอบการเป็นสัดเงียบ เกิดขึ้นในช่วงนอกของฤดูผสมพันธุ์ นอกจากนั้นในช่วงนอกของฤดูผสมพันธุ์หากมีพ่อแกะเข้ามาในฝูง จะเกิดการกระตุ้นให้แม่แกะเกิดการเป็นสัดขึ้นอีกในนอกฤดูผสมพันธุ์ได้เช่นกัน ในกรณีที่สัตว์เกิดการตกไข่โดยไม่แสดงอาการเป็นสัดออกมานั้นอาจเป็นไปได้ว่า พฤติกรรมทางเพศและโกนาโดโทรปินถูกควบคุมโดยสเตียรอยด์ฮอร์โมน

ในแพะมีฤดูผสมพันธุ์ เช่น แพะพันธุ์อัลไพน์ จะมีพฤติกรรมทางเพศเพียงเล็กน้อยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม และจะไม่แสดงพฤติกรรมทางเพศเลยในเดือนเมษายน ถึงเดือนกรกฎาคม ในช่วงเดือนกันยายนนั้น จะแสดงพฤติกรรมทางเพศออกมาเป็นจำนวนมาก ในแพะมีการตกไข่โดยไม่มีการแสดงการเป็นสัดน้อยกว่าในแกะ
ในโค กระบือ และสุกรนั้น มีการเป็นสัดและมีวงรอบการเป็นสัดตลอดปีและมีความสามารถในการผสมติดไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนัก แต่เมื่อได้ศึกษาความสามารถในการผสมติดในโคในปริมาณมากที่ประเทศฝรั่งเศส พบว่ามีช่วงต่ำประมาณเดือนมิถุนายน และผสมติดสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคาดว่าขึ้นกับปริมาณแสงของช่วงวันมากกว่าที่จะเป็นอุณหภูมิหรืออาหาร ซึ่งแปรเปลี่ยนไปมาไม่ค่อยแน่นอนตลอดทั้งปี ส่วนอัตราการผสมติดและลูกต่อครอกในสุกร ในช่วงฤดูร้อนอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงอื่น ๆ ของปี

เขียนโดย แหล่งที่มา:ศผท.